เป็นความจริงที่ว่า คนเราสามารถรู้สึกโกรธหรือไม่พอใจได้ตลอดเวลา แต่ความโกรธจะไม่แปรเปลี่ยนเป็นความผิดบาป
ตราบใดที่คุณหยุดยั้งความโกรธไว้ ให้เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นและดับไป และการฝึกสติละความโกรธหรือพิจารณา
เพื่อละความโกรธนั้น ก็ไม่ได้ย ากเกิน คุณจะทำความเข้าใจ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน มาดูกันดีกว่าว่าทำได้อย่างไร
1. พิจารณาโทษของการเป็นคนโกรธ
ผู้ที่เริ่มโกรธก่อน นับว่าเป็นคนเล วอยู่แล้ว แต่คนที่โกรธตอบนั้น นับว่าเล วหนักกว่าหลายเท่า เพ ราะเท่ากับเป็นผู้สานต่อ
ความเล ว ให้ยืดย าวต่อไปพระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่า เราอย่าเป็นทั้งคนเล วและคนที่เล วกว่านั้นเลย
2. พิจารณาโทษของความโกรธ
คนเราเมื่อโกรธจะเปิดปากกว้าง แต่ตาสองข้างจะหรี่ปิด ทำให้มองไม่เห็นโทษร้ ๅ ยแรงของความโกรธ ย ามโกรธจึงมักไม่
กลัวอะไรทั้งสิ้น ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัว ต ๅ ย ไม่กลัวบาป ฉะนั้นยิ่งโกรธมากเท่าใด ยิ่งต้องตั้งสติให้มั่นและระลึกไว้ว่า ความ
โกรธนั้นเป็นภั ยร้ ๅ ยแรงการสะสมความโกรธไว้ในใจ ก็ไม่ต่างอะไรกับการสะสมวัตถุระเบิด วันหนึ่งย่อมระเบิดตูมตาม
ทำลายตัวเอง
3. พิจารณาถึงความดีของคนที่เราโกรธ
ธรรมชาติของมนุษย์เดินดินนั้น ย่อมมีทั้งดีเล วปะปนกัน การโกรธคือการเห็นข้อเสียของอีกฝ่าย การเพ่งไปที่ข้อเสียนั้น
จึงยิ่งทำให้ความโกรธขย ายใหญ่ขึ้น แทนที่จะจ้องจับผิด ให้คุณลองหันมามองหาความดี ไม่ข้อใดก็ข้อหนึ่งซึ่งทุกคนย่อม
มี เช่น ถ้าเขาเป็นสามีที่ไม่ดี เขาอาจจะเป็นพ่อที่ดีก็ได้ ขณะที่คุณ ชั่ง ตวงวัดข้อดีข้อเสียอยู่นั้น ความโกรธก็จะค่อย ๆ
สลายตัวไปเอง
4. พิจารณาว่าความโกรธ คือ การลงโทษตัวเองให้สมใจศัตรู
ถ้าการโกรธแค้นกัน คือ การแข่งขัน การโกรธตอบ ก็ไม่ต่างอะไรกับการยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้แก่ตัวเอง ทางที่ดีคุณควร
บอกตัวเองว่า คนอื่นเขาอย ากให้เราโกรธ จึงแกล้งทำสิ่งไม่ถูกใจเราแล้วไฉนเราจึงช่วยให้เขาสมปรารถนา ด้วยการปล่อย
ให้ความโกรธเกิดขึ้นมาได้เล่า ว่าแล้วก็เลิกโกรธเสียเถอะ
5. พิจารณาว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน
ความโกรธถือเป็นอกุศลกรรม ผู้ใดโกรธ ผู้นั้นย่อมได้รับผลกรรม และกรรมที่ว่านี้ ก็มีลักษณะของใครของมันกล่าวให้ง่าย
ก็คือ ถ้าเปรียบความโกรธเป็นไฟ ถ้าคุณเอามือไปแตะไฟ คุณย่อมร้อนอย่างแน่นอน แม้ว่าคุณ จะไม่ได้เป็นผู้ก่อกองไฟขึ้น
มาก็ตาม ฉะนั้นถ้ามีใครทำให้โกรธอย่าไปโกรธตอบ เพ ราะผลกรรมจากการโกรธตอบนั้นจะตกเป็นของคุณอย่างไม่อาจปฏิเสธ
6. พิจารณา พระจริยวัตรในปางก่อน ของพระพุทธเจ้า
เตือนใจตัวเองไว้ว่า กว่าที่พระศาสดา จะสั่งสมบารมีจนตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงถูกเบียดเบียนทำร้ ๅ ย กระทั่งถูก
หมายเอาชีวิตแต่กระนั้นก็ไม่ทรงแค้นเคือง กลับอดทนระงับความโกรธ และมีเมตตาตอบพุทธวิถีของพระองค์ นับเป็นแบบ
อย่าง ที่ทำให้มนุษย์คิดได้ว่า สิ่งกระทบกระทั่งที่คุณเผชิญอยู่นั้นเล็กน้อยนัก เมื่อเทียบกับสิ่งที่ พระพุทธเจ้าทรงประสบมา
7. พิจารณาว่า สรรพสัตว์ทั้งหลาย เคยเกี่ยวข้องกันในสังสารวัฏทั้งสิ้น
พุทธศาสนาเชื่อว่า บรรดาสรรพสัตว์ที่เวียนว่าย ต า ย เกิด ในสังสารวัฏ ล้วนเคยผูกพันเป็นบิดามารดา เป็นญาติพี่น้องกันมา
ในชาติก่อน ฉะนั้น ในย ามโกรธแค้นหรืออย ากทำร้ ๅ ยใคร ให้คิดว่าคนที่คุณกำลังจะตะบันกำปั้นใส่หน้าเขา อาจจะเคยเป็น
พ่อเป็นแม่ เป็นคนที่เคยรักใคร่ผูกพันกันมาในชาติก่อน แล้วชาตินี้คุณจะทำร้ ๅ ยเขาไปเพื่ออะไร
8. พิจารณาอานิสงส์ของเมตตา
ความเมตตาเป็นหลักธรรมที่ลบล้าง ความโกรธได้ อีกทั้งยังมีสรรพคุณเหมือนย าวิเศษ ทำให้คุณหลับฝันดี เป็นที่รักของ
มนุษย์และเทวดาตลอดจนอมนุษย์ทั้งหลาย ภัยและอาวุธไม่กล้ำกราย จิตเป็นสมาธิได้ง่าย ข้อดีมีมากมายขนาดนี้แล้ว เรา
จงมีเมตตาต่อกันและกันเถิด
9. พิจารณาโดยวิธีแยกธาตุ สลายตัวตน
มองทุกอย่างตามสภาพความเป็นจริง ขั้นปรมัตถ์ ว่าชีวิตนี้เป็นสิ่งสมมุติ ที่เกิดจากธาตุ รูปธรรม และขันธ์ นามธรรม มา
ประกอบกัน เมื่อคุณโกรธใครให้ถามตัวเองว่า เราโกรธอะไรเขา โกรธผม โกรธขน โกรธเล็บ โกรธ เ ลื อ ด
หรือโกรธธาตุดิน โกรธธาตุน้ำ โกรธธาตุไฟ หรือโกรธธาตุลม เมื่อเห็นว่าเขาคนนั้น มีแต่ธาตุและขันธ์ แล้วคุณจะโกรธเขา
ไปทำไม ในเมื่อเขาไม่มีอยู่จริง
10. ให้ทาน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือการเสียสละ
ไม่ว่าจะเสียสละ ด้วยการให้สิ่งของ ให้มิตรไมตรี หรือให้อภัย รับรองว่าไม้เด็ดสุดท้ายนี้จะช่วย เปลี่ยนคมหอกเป็นดอกไม้
ได้ชะงัดทีเดียว การใช้สติยับยั้ง อารมณ์ขุ่นข้องหมองใจ ดัง 10 ข้อข้างต้นนั้น นอกจากจะช่วยลดละความโกรธได้แล้ว
ยังทำให้คนเรามีปัญญาเห็นการเกิด ดับของสรรพสิ่ง ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อยุคสมัยที่ผู้คนกำลัง
ขับเคลื่อนชีวิต ด้วยความโกรธและความไม่พอใจ ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้หวังว่า บทความนี้จะทำให้ความโกรธ ที่เคยคุกรุ่น
อยู่ในใจของใครก็ตาม ดับสิ้นไปในวันนี้นะคะ
ที่มา...meokayna.com
10 เทคนิคดีดี ในการฝึกและดึงสติให้อยู่กับเราตลอดเวลา
Reviewed by Dusita Srikhamwong
on
กุมภาพันธ์ 26, 2564
Rating:

ไม่มีความคิดเห็น: